[SF]✪~Rabbit on the Moon ~✪[ A little penguin Part ]

posted on 17 Nov 2012 23:23 by nalikakeaw

Title       :               Rabbit   the moon [ A little penguin part ]

 

Writer   :               Nalikakeaw

 

Paring   :               Okadai

 

 

 

[SF]✪~Rabbit on the Moon ~✪ [Daddy part]

 

 

 

 

 

 

โลกนี้มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย  สำหรับชีวิตนักศึกษามหาวิยาลัยปีแรกอย่างผม  เป็นครั้งแรกที่ผมได้อยู่ไกลจากบ้าน  การที่พ่อแม่ยอมปล่อยให้ผมมาเรียนถึงอังกฤษ  ให้มาใช้ชีวิตตัวคนเดียวท่ามกลางคนต่างเชื้อชาตินั่นก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างหนึ่งล่ะ  แต่ผมก็รู้ว่าผมจะได้เจออะไรอย่างอื่นที่มหัศจรรย์มากกว่าทุกครั้งที่ตื่นนอน

 

 

วี๊ด~ วี๊ด~

 

 

เสียงนาฬิกาปลุกของผม  ดังเหมือนที่มันเคยเป็นทุกเช้า  แต่ทุกครั้งที่มันปลุก  ผมจะพลิกตัวนอนคว่ำ  ซุกหัวเข้าไปอยู่ใต้หมอนอย่างอารมณ์ดี

 

 

วี๊ดๆๆๆๆๆ~

 

 

นาฬิกาปลุกของผมร้องอย่างอารมณ์เสีย  เสียงโทนสูงต่ำไม่เป็นเพลงทำให้ผมต้องเหวี่ยงหมอนออกไป  พลิกตัวนอนตะแคง  มองนาฬิกาปลุกสีขาวดำแกมเทาเด้งดึ๋งๆอยู่ข้างเตียง  มองผ่านๆ  คุณจะคิดว่าเป็นลูกหมาตัวน้อยๆกำลังจะตะกายขึ้นมาอยู่บนเตียงเดียวกับผม  แต่ลูกหมาไม่ร้องวี๊ดๆ  ด้วยเสียงแหบๆแบบนี้  และลูกหมาก็ไม่มีปีกเล็กๆที่บินไม่ได้  ไม่มีจงอยปากและเท้าแบนๆสีดำซะด้วย

 

 

“อรุณสวัสดิ์ ไดจัง~”

 

 

ผมเอื้อมไปคว้านาฬิกาปลุกแสนรักของผมขึ้นมา  โดยจับตรงใต้ปีกแบนๆทั้งสองข้าง เหมือนกำลังอุ้มเด็ก  แล้วก็จับมาวางบนหน้าท้องของผม  เจ้าตัวเล็กกระโดดอยู่บนตัวผมสองสามทีแล้วก็ล้มลงนอน  ใช้ปีกเล็กๆตีหน้าอกผมแปะๆเหมือนจะเรียกให้ผมตื่น  แต่ผมกลับกอดมันไว้แน่น  แล้วทำท่าเหมือนจะหลับต่อ  คราวนี้ปีกเล็กๆนั่นเลยย้ายที่มาตีหน้าผมแทน

 

 

“โอเคๆๆ ตื่นแล้ว”

 

 

ผมยอมลุกขึ้น  แล้วนาฬิกาปลุกของผมก็กระโดดลงจากเตียง  แต่ด้วยความขาสั้น ( ? ) ทำให้เวลาลงถึงพื้นทีไรมักจะเกิดอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆทุกที  วันนี้เจ้าตัวเล็กเอาหัวโหม่งพื้นเฉยเลย

 

 

“ไดจัง~ โธ่เอ๊ย “ ผมร้องระหว่างที่เข้าไปจับเจ้าตัวเล็กไม่ให้กลิ้งหลุนๆไปชนอะไรต่อมิอะไร “กระโดดท่าไม่สวยสักวันเลย”

 

 

เจ้าตัวเล็กเหมือนจะไม่เจ็บตรงไหน  พอลงยืนได้ก็เดินเตาะแตะไปทางห้องครัว 

 

 

คุณสงสัยล่ะสิว่านี่มันนาฬิกาปลุกหรืออะไรกันแน่ ??

 

 

จริงๆแล้วไดจังคือสัตว์เลี้ยงของผมนั่นแหละครับ  ที่ไดจังปลุกผมทุกเช้าก็เพราะว่าไดจังหิว  และผมก็ตื่นสายทำให้ไดจังต้องแขวนท้องรอบ่อยๆ

 

 

สัตว์เลี้ยงของผมตัวเล็ก  แต่ไม่มาก  ความสูงที่วัดเมื่อวานคือเจ็ดสิบเซ็นต์   ตัวกลมๆป้อมๆ  มีขนอ่อนๆสีเทาฟูฟ่องรอบตัวจนแทบจะมองไม่เห็นเท้า มีปีกเล็กๆแนบกับลำตัวซึ่งช่วยให้ว่ายน้ำได้ดีมากกว่าบิน  มีใบหน้าสีขาว จงอยปากและหัวสีดำ

 

 

นกเพนกวิน..

 

 

ครับ...เจ้าตัวเล็กของผมคือนกเพนกวิน  ตามที่ผมเสิร์ชหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว  ลักษณะแบบนี้คือลูกเพนกวินจักรพรรดิที่ยังไม่โตเต็มที่

 

 

แล้วผมกับเจ้าเพนกวินมาเจอกันได้ยังไงน่ะเหรอ??

 

 

เรื่องมันยาว...คุณอยากฟังมั๊ยล่ะ??

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

อืมม์...ดูเหมือนไม่มีใครอยากฟังซักเท่าไหร่

 

 

แต่ผมก็อยากเล่านะ...เพราะฉะนั้นคุณทนๆฟังไปหน่อยก็แล้วกัน  ก็เรื่องนี้น่ะ..มันมหัศจรรย์เกินกว่าจะไปเล่าให้ใครฟังได้น่ะสิ

 

 

เรื่องมันเริ่มจากลิซซี่  แฟนสาวของผม  อยากเห็นปลาวาฬตัวเป็นๆสักครั้งในชีวิต  หลังจากการสอบสุดโหดที่ทำให้สูญสิ้นพลังงานไปหมดทั้งตัว  เราก็เลือกพักผ่อนด้วยการล่องทะเลไปดูปลาวาฬกัน

 

 

ทัวร์ใช้เวลาสองวันกับหนึ่งคืน  ไม่นับรวมเวลาเดินทางที่ต้องต่อรถ ข้ามแม่น้ำ ลงเรืออีกหลายทอดกว่าจะถึงที่หมาย  เพราะงั้นผมจะข้ามส่วนนี้ไปก็แล้วกัน

 

 

เรือโดยสารของเราเป็นเรือสำราญ ลำไม่ใหญ่นัก  แต่ก็มีห้องพักและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พอดีกับจำนวนลูกทัวร์ไม่ถึงยี่สิบคน  มีดาดฟ้าเรือสองสามชั้น  ซึ่งชั้นบนสุดเป็นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาดูปลาวาฬกัน

 

 

มันเป็นภาพที่น่ามหัศจรรย์มากที่ได้เห็นปลาวาฬเพชรฆาต  น้ำหนักเกือบๆพันตันโผขึ้นจากน้ำสู่อากาศแล้วตกลงกระแทกผืนน้ำ  น้ำที่กระจายคงสูงเท่าตึกสามชั้นหรืออาจจะมากกว่านั้น  ผมตื่นเต้นและประทับใจจนลืมอาการเมาเรือไปเลยทั้งวัน

 

 

พอตกกลางคืนอาการเมาเรือก็กลับมาเล่นงานผมอีก  ผมไม่สามารถนอนได้เลยเพราะรู้สึกว่าเรือมันโคลงเคลงจนผมเวียนหัว  ผมคิดว่าห้องแคบๆคงไม่ดีต่อสุขภาพของผมเท่าไหร่  เลยตัดสินใจออกไปสูดไอทะเลยามค่ำคืนที่ดาดฟ้าเรือชั้นสอง  เพราะผมขี้เกียจตะกายขึ้นไปชั้นบนสุดน่ะ

 

 

อากาศบริสุทธิ์ช่วยผมได้เยอะจริงๆ  และทะเลตอนกลางคืนกับพระจันทร์ดวงโตสีเงินก็เข้ากันอย่างเหมาะเจาะ  ผมยืนมองมันอยู่นาน  จนกระทั่งเห็นอะไรบางอย่างโผขึ้นเหนือคลื่นและตกลงไปในทะเลครั้งแล้วครั้งเล่า

 

 

สิ่งมีชีวิตนั้นเล็กมาก แต่มันว่ายอยู่ไม่ไกลจากเรือ ถึงพอมองเห็นได้

 

 

ผมวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือชั้นบนสุด คว้ากล้องส่องทางไกลๆเพื่อจะได้เห็นชัดๆ

 

 

ในคลื่นน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์  ที่ไล่ตามหลังสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ มีเพียงครีบรูปสามเหลี่ยมที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ   เห็นแค่นั้นผมก็รู้แล้วว่ามันคือฉลาม  และที่กำลังว่ายน้ำอย่างสุดชีวิตอยู่ข้างหน้าคือเพนกวิน

 

 

ถ้าเทียบความเร็ว  ใครก็ดูออกว่าเจ้าเพนกวินจะไม่มีทางหนีพ้น  แต่มันก็ฉลาดพอที่จะว่ายน้ำฉวัดเฉวียนไม่ใหเจ้าฉลามจับทางได้  แต่ครั้งหรือสองครั้งที่เจ้าเพนกวินเกือบจะพาตัวไปเข้าปากฉลามเสียเอง  หัวใจผมแทบกระดอนตกทะเลเพราะความตกใจ  ผมรู้ว่ามันคือกฎ  ธรรมชาติสร้างนักล่าขึ้นมาเพื่อให้ทุกสิ่งมีความสมดุล  ผมไม่สามารถกระโจนลงน้ำเข้าไปช่วยเจ้าเพนกวินได้  แต่ในใจก็สวดภาวนา  ...  ขอให้มันปลอดภัย  .... ขอให้มันหนีพ้น  ทั้งๆที่เห็นอยุ่กับตาว่าเจ้าเพนกวินอ่อนแรงลงทุกทีก็ตาม

 

 

แล้วผมก็ตาพร่า

 

 

วินาทีต่อมาผมกะพริบตาไล่แสงสีเงินที่วิบวับอยู่ในดวงตาให้หายไป  ผมไม่รู้ว่าเมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้น  รู้แต่ว่าตอนนี้สองแขนของผมกำลังโอบประคองตัวอะไรสักอย่างกลมๆนุ่มๆ

 

 

“เฮ้ย!!!”

 

 

ผมแทบจะโยนเจ้าสิ่งสั้นลงทะเล  แต่ทันทีที่เห็นว่ามันคือนกเพนกวินที่เปียกโชกและหนาวสั่น  ผมก็ชะงัก

 

 

“นายมาอยู่ตรงนี้ได้ไง????”

 

 

เพนกวินน้อยก็ดูจะงงพอๆกับผม  ให้ตาย ! นี่ผมควรจะทำยังไงดี  จะปล่อยลงทะเลก็เหมือนส่งเพนกวินเข้าปากฉลาม  แต่คนบนเรือจะว่ายังไงล่ะถ้าเห็นเพนกวินตัวนี้อยู่กับผม

 

 

“เอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยให้เจ้าหน้าที่มาดูละกันเนอะ เค้าคงจะพานายไปอยู่ในสวนสัตว์อะไรประมาณนั้นน่ะแหละ  ตอนนี้ก็หลับพักผ่อนซะ”

 

 

เจ้าเพนกวินเอียงคอมองผม ตอนที่ผมจับมันเข้ามาอยู่ในเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาที่ผมใส่

 

 

 

และหลังจากนั้นมันก็ไม่คลาดสายตาไปจากผมอีกเลย

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

สุดท้ายแล้วผมก็พาไดจังกลับมาที่อพาร์ทเมนท์โดยไม่บอกใคร  แม้กระทั่งแฟนสาวของผม  เธอไม่รู้เลยจนกระทั่งมาถึงห้องแล้วไดจังโผล่มาจากกระเป๋าเดินทางใบเล็กของผมเอง   ลิซซี่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ  แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อผมยืนยันว่าจะเลี้ยงเพนกวิน

 

 

“เคย์โตะ  แน่ใจนะ?”

 

 

โฉะอง  เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งถามเหมื