Title       -:-           [Fiction](¯`·._.·[ ❤The day we kissed❤ ]·._.·´¯) Eleven

 

Writer   -:-           Nalikakeaw

 

Pairing  -:-           Okadai,Takayabu,Nakachi,Hikainoo,Yamaryu

 

 

 

 

 

 

 

 

                ยูริเป็นคนพูดจริง...และทำจริง

 

 

                พูดคำไหนคำนั้น...บอกว่าจะไม่คุย คือไม่คุย    ยูริไม่คุยกับยูโตะมาเป็นอาทิตย์แล้ว  แม้แต่หน้า...ก็ยังไม่มอง

 

 

                ทำให้ยูโตะที่แสนจะร่าเริง ห่อเหี่ยวกลายเป็นต้นทานตะวันแดดเดียวขาดน้ำ   น่าสงสารเป็นที่สุด  แต่ยามาดะก็ไม่รู้จะช่วยเพื่อนยังไง  เพราะตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน

 

 

                เพิ่งรู้ว่าคนหน้าตาน่ารักบ้องแบ๊วสองคน  จะทำปั้นปึ่งเย็นชาได้โหดร้ายขนาดนี้  เจอกัน...มองเห็นกัน  แต่ทั้งยูริและริวทาโร ทำเหมือนพวกเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้เลย ยูโตะทำได้แค่มองตามตาละห้อย  ยามาดะนั้นตอนแรกทำตรงกันข้าม   แต่สงครามก่อกวนไม่ได้ผลเมื่อต้องมาเจอความเย็นชาแบบยกกำลังสอง  เลยต้องถอยออกมาหากลยุทธ์ใหม่

 

 

                “แบบนั้นไม่ได้ผลหรอก”

 

 

                ยูโตะฟุบหน้าลงกับโต๊ะเรียน  ทำท่าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก  ยามาดะเห็นแล้วอยากเตะซักป๊าบ 

 

 

                “แทนที่จะมานั่งซึมแบบนี้  มาช่วยกันคิดวิธีให้เขาหายโกรธดีกว่าไหม?”

 

 

                “ก็ลองมาหมดแล้วนี่”  ยูโตะถอนหายใจยาว  สารพัดวิธีจะง้อ ทั้งดอกไม้ ทั้งขนม  ลงทุนตื่นแต่เช้ามานั่งทำข้าวกล่องให้  วุ่นวายครัวแทบพัง  แต่อีกฝ่ายไม่แลเลยจนนิดเดียว  กลางวันนี้ยูริก็หนีไปกินข้าวกับริวทาโร  ทิ้งให้ยูโตะนั่งหงอยอยู่ในห้อง  กับข้าวกล่องหน้าตาประหลาดที่ยังอุตส่าห์พกมาจากบ้านด้วย

 

 

                “ยามะจังกินก็แล้วกัน  ไม่ได้อยู่ข้างๆยูริ ฉันกินไม่ลง” 

 

 

                ยามาดะไม่นึกอยากกินอะไรตอนนี้   ไม่ใช่เพราะโรค  “ไม่ได้เห็นหน้าเจ้า  กินข้าวไม่ลง”  เหมือนยูโตะ   เพียงแต่เขาไม่แน่ใจ...

 

 

                ยามาดะคีบไส้กรอกดำปี๋ชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูแล้วถอนใจหนัก...

 

 

                ข้าวกล่องฝีมือยูโตะ   ขืนกินเข้าไป...ตายแหงๆ

 

 

                ไม่ได้คิดถึงใครเลยจริงจริ๊ง!!!!!!

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

                ส่วนยูริ   ถึงจะหนีมากินข้าวกลางวันกับริวทาโร  แต่ใจก็ลอยกลับไปหายูโตะที่ห้องเรียน  ไม่แยแสข้าวกล่องจากบ้านโมริโมโตะที่วางอยู่ตรงหน้า

 

 

                “นายไม่เห็นต้องทะเลาะกับยูโตะเพราะเรื่องของฉันเลยนี่นา”

 

 

                “ฉันโกรธยูโตะที่ไม่เห็นความสำคัญเรื่องจูบต่างหาก  ไม่ใช่เพราะริวจังทะเลาะกับยามะจังซักหน่อย”

 

 

                คนฟังแทบสำลักข้าวที่เพิ่งคีบเข้าปาก  รู้สึกร้อนๆหนาวๆเพราะเหตุการณ์ที่ไม่อยากจำดันแวบขึ้นมาในความคิด  รอยความรู้สึกอุ่นชื้นที่ริมฝีปากกับภาพใบหน้าของยามาดะในระยะประชิด  จนถึงวันนี้ก็ยังสลัดไปให้พ้นไม่ได้

 

 

                จูบแรกของเขารึ?...ก็ไม่ใช่ 

 

 

                แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้โกรธนัก  ต่อให้ทุบหัวยามาดะจับใส่กระสอบแล้วเอาไปโยนทิ้งทะเลก็ไม่ทำให้หายแค้น

 

 

                “ต่อไปจะไม่ทะเลาะแล้ว เพราะฉันจะเลิกคบกับหมอนั่นเลย”

 

 

                “หือ? ริวจังคบกับยามะจังตั้งแต่เมื่อไหร่?”

 

 

                กุ้งทอดตัวโตที่กำลังเคี้ยวหมดอร่อยทันที  ยูริหัวเราะคิก   ริวทาโรดื่มน้ำชาอึกใหญ่ ก่อนจะหันมาย่นจมูกใส่ยูริ

 

 

                “ทำเป็นเล่นไปเถอะ  ระวังยูโตะให้ดี  ปล่อยให้หงอยมากๆเดี๋ยวก็ทำเรื่องยุ่งอีก  เมื่อวานก็เพิ่งทำสารเคมีระเบิดในวิชาวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ?”

 

 

                “ตอนทำข้าวกล่องเมื่อเช้าก็ลืมปิดแก๊สด้วย” ยูริถอนหายใจ  ถ้าไดกิไม่ได้กลับบ้านในตอนสายละก็  ไฟไหม้บ้านแน่ๆ  ยูริยังหูชาไม่หายตั้งแต่ตอนที่ถูกไดกิโทรฯมาบ่น

 

 

                ได้ยินว่าก่อนมาถึงโรงเรียนก็เดินใจลอยจนเกือบจะถูกรถเฉี่ยวเอาด้วย

 

 

                ไม่รุ้ว่าต่อไปจะก่อเรื่องอะไรอีก 

 

 

                “เป็นห่วงก็รีบไปคืนดีซะสิ  เกิดยูโตะทำตัวเองแข้งขาหักขึ้นมา คนที่ต้องลำบากดูแลก็คือนายนั่นแหละ”

 

 

                “ยังหรอก” ยูริตอบอย่างใจเย็น “จนกว่ายูโตะจะทำเรื่องที่ควรทำซะก่อน”

 

 

                ตอนนั้นเองที่ทั้งคู่สังเกตเห็นว่ารอบๆตัวพวกเขา  มีผู้คนนั่งกันเต็มพรืด ซึ่งผิดปกติอย่างที่สุด เพราะแม้ว่าโรงเรียนนี้จะเป็นโรงเรียนสำหรับพวกคุณหนูบ้านรวยทั้งหลาย  แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะลงมานั่งกินกลางวันที่โรงอาหาร  ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะพกอาหารมาจากบ้าน  หรือบางที..ก็จะพกพ่อครัวมือหนึ่งจากภัตตาคารชั้นหนึ่งมาทำให้กินกันสดๆ ในห้องเรียน  บางครั้งก็ในสวน

 

 

                ริวทาโรเบื่อความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดจากพ่อครัวกระทะเหล็ก และไม่อยากอวดร่ำอวดรวยอย่างใครเขา ทุกวันจึงได้แต่พกข้าวกล่องธรรมดาๆ  มานั่งกินกับน้องชายและเพื่อนที่ห้องเรียนบ้าง  โรงอาหารที่แทบจะร้างผู้คนบ้าง

 

 

                แต่วันนี้นักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนมาอยู่ในโรงอาหาร  นั่งฟังพวกเขาคุยกันโดยที่ยูริและริวทาโรไม่สังเกตเลยซักนิด

 

 

                ยูริมองไปรอบๆพลางนึกว่าเมื่อครู่  พวกเขาคุยกันเรื่องอะไรบ้าง   แต่เมื่อหันไปสบตากับริวทาโร ยูริก็ค่อยๆเลื่อนตัวลงไปขดอยู่ใต้โต๊ะ  พลางมองขาของเพื่อนนักเรียนที่พยายามวิ่งแข่งกันออกไปจากโรงอาหารเพื่อให้พ้นจากรัศมีข้าวของที่ริวทาโรขว้างปา

               

                เห็นแบบนี้แล้วยูริก็นึกถึงร่างสูงที่คอยเป็นที่กำบังให้ยามริวทาโรอาละวาดขึ้นมาจับใจ

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

                นานๆทีพี่น้องจะมีโอกาสกินข้าวเย็นกันพร้อมหน้า  แต่อาหารมื้อนี้ไม่อร่อยสักนิด  ยูริ  และไดกิ ต่างคนก้มหน้ากินเหมือนไม่รู้รสอาหาร ไม่สนใจด้วยซ้ำว่ากินอะไร  กินเสร็จต่างคนก็ทำหน้าที่เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมา

 

 

                ยาบุสุดจะทนกับความรู้สึกวังเวงเหมือนอยู่ในสุสาน   แต่ไม่รู้จะจัดการทางไหนก่อน  หันไปหันมาก็ไปเจอเข้ากับสิ่งมีชีวิตผอมๆสูงๆ กำลังล่องลอยไร้สติขึ้นชั้นสองไป  แล้วก็ตัดสินใจว่าควรจะไปแก้ปัญหาของคนที่อาการหนักที่สุดก่อนจะดีกว่า

 

 

                ถ้าหากว่ายาบุไม่เคยเห็นมาก่อน  เขาคงจะช็อคตายแน่ๆ ตอนที่เปิดประตูเข้าไปในห้องแล้วเห็นยูโตะนอนเอาตัวพาดขวางเตียง ปล่อยให้หัวตกห้อย  ตาลอย แล้วก็อ้าปากค้างแบบนี้

 

 

                ถูกยูริโกรธแค่นี้ทำท่าเหมือนคนจะตาย  โดนเตะซักทีดีมั๊ย เผื่อจะหายหงอย

 

 

                “ถูกโกรธเรื่องอะไรล่ะ?”  ยาบุไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา  ทันทีที่นั่งลงบนเตียง  ยูโตะค่อยๆพลิกตัวนอนคว่ำ  จากนั้นก็เล่าเรื่องราวแบบอืดๆ เหมือนหุ่นยนต์ที่แบตเตอร์รี่ใกล้จะหมด  ยาบุคิดเล่นๆว่าจะตบกะโหลกน้องเร่งสปีดดีไหม?  แต่มันคงไม่ช่วยทำให้อะไรๆดีขึ้น

 

 

                “ฉันไม่ได้เห็นเรื่องจูบเป็นเรื่องเล่นๆซักหน่อยนี่”  ยูโตะโอดครวญหลังจากที่เล่าเรื่องจบ  “ยามะจังต่างหากที่ไม่เห็นความสำคัญเลยไปแกล้งริวจังแบบนั้น”

 

 

 

                “ก็ดันไปพูดจาเข้าข้างยามาดะทำไม?”  พี่ชายคนโตซ้ำเข้าให้  “ยูริก็เลยเข้าใจผิดว่านายเองก็ไม่ได้จริงจัง  ทั้งๆที่นายเองก็จูบยูริ เช้า เย็น ก่อนนอน  แล้วก็ก่อนตื่นนอนด้วยซ้ำ” 

 

 

                ที่จริง  ยาบุพอจะเดาได้ว่ายูริไม่ได้โกรธจริงจังนัก  เจ้าตัวคงอยากจะดัดนิสัยยูโตะที่เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกสนานไปเสียหมด ไม่เว้นกระทั่งปัญหาของเพื่อน  แต่คำพูดของเขากลับทำให้คนฟังตกใจจนลืมหงอยไปชั่วขณะ

 

 

                “เห็นว่าฉันไม่ค่อยกลับบ้าน   เลยคิดว่าไม่รู้อะไรงั้นสิ?”

 

 

                ยาบุทำตาดุใส่   ยูโตะทำหน้าแห้งเหี่ยวแล้วก็กลับไปหงอยตามเดิม  คนเป็นพี่เลยดุต่อไม่ลง  แต่พอยูโตะเล่าให้ฟังว่าง้องอนยูริยังไงบ้าง  ก็อดจะซ้ำอีกรอบไม่ได้

 

 

                “ก็สมควรอยู่หรอกที่ยูริจะโกรธนานขนาดนี้  นายยังไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำเลยนี่นา”

 

 

                “ชินจังก็พูดแบบนี้แหละ  แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไรนี่!!!!”

 

 

                “ไม่รู้จริงๆเหรอ?”  ยาบุหรี่ตามองน้องอย่างเอาเรื่อง  “จำได้ไหมว่าพ่อกับแม่สอนไว้ว่ายังไง? เวลาที่เราทำผิดน่ะ”

 

 

                ยาบุหมายใจเอาไว้ว่าถ้าหากยูโตะมีความรักจนขาดสติ จำไม่ได้แม้กระทั่งคำสอนของพ่อแม่ที่ตายไปละก็  เขาจะบังคับให้เลิกกันแน่ๆ  ไม่ว่าทั้งคู่จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม  แต่โชคดียังเป็นของยูโตะ  เพราะหลังจากที่พยายาม    ตั้งสติคิดย้อนไปในช่วงวันเวลาที่พ่อกับแม่ยังอยู่   แล้วก็เหมือนจะคิดอะไรได้

 

 

                แววตาเหงาเศร้าซึมเปลี่ยนเป็นใสปิ๊งเหมือนลูกหมาได้ของเล่นชิ้นโปรดทันที

 

 

 

                  “นึกออกแล้วสินะ”  ยาบุถอนใจ  นึกว่าจะต้องได้เล่นบทโหดซะแล้ว

 

 

                ยูโตะยิ้มแผล่  ตะกายลุกขึ้นจากเตียงได้ปุ๊บ ก็วิ่งโครมๆไปหาเป้าหมายทันที

 

 

                                                                                                                              

                ยูริไม่แปลกใจเลยที่พบว่ายูโตะยืนรออยู่หน้าห้อง  เสียงที่ดังมาแต่ไกลบอกให้รู้ก่อนที่จะเปิดประตูเสียอีก  แต่ที่ทำให้หัวใจของยูริเต้นแรง  ก็คือสายตาแน่วแน่ของยูโตะที่มองตรงมา 

 

 

                เพื่อนๆ  พี่ๆ  หรือแม้แต่พ่อแม่ก็เคยพูดไว้  ว่าถ้ายูโตะทำตัวสงบนิ่ง  ไม่ติงต๊องบ้าบออย่างที่เป็นละก็...ยูโตะจะเป็นดาวเด่นของโรงเรียนได้ไม่แพ้ใคร..

 

 

                ยูริเอง...ก็อยากให้ยูโตะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้าง  เพื่อที่วันข้างหน้าจะได้เป็นที่พึ่งของพี่ๆได้ หรืออย่างน้อยก็จะได้ไม่ทำตัวเป็นภาระ

 

 

                แต่เห็นทีว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้...

 

 

                เพราะเพียงแค่หนึ่งวินาทีที่สบตากัน  ร่างสูงก็ยิ้มกว้าง โถมเข้ากอดยูริแน่น  ตะโกนคำว่าขอโทษซ้ำๆเป็นร้อยครั้ง จนยูริหูจะแตก  ตัวปลิวไปทางซ้ายทีขวาทีตามแรงเหวี่ยงของอ้อมแขนร่างสูง  เหมือนตุ๊กตาแสนสวยตัวน้อยที่ถูกหมาตัวโตจับฟัดแบบมันเขี้ยว  เมื่อยูโตะปล่อยยูริก็แทบจะตัวอ่อนจนเต้นบัลเล่ต์ได้

 

 

                วิธีง้อตามแบบฉบับของยูโตะ  ที่แม้ยูริอยากจะโกรธสักแค่ไหน ก็จำเป็นต้องให้อภัยอยู่ดี  เหตุผลหนึ่งคือถ้าไม่ยอมยกโทษให้ ยูริอาจจะโดนกอดรัดฟัดเหวี่ยงจนเวียนหัวได้  แต่เหตุผลจริงๆที่น่าเจ็บใจก็คือ  เวลาที่ยูโตะมาอ้อนแบบนี้ ยูริก็ต้องยอมใจอ่อนให้ทุกทีสิน่า

 

 

                “แค่คำว่าขอโทษ กว่าจะคิดได้ใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะ”  แต่ก็ไม่วายงอนพอให้เป็นพิธี  ยูโตะยิ้มแหะๆเป็นเชิงขอโทษ

 

 

                “ยูริไม่เคยโกรธฉันข้ามวันสักครั้งเลยนี่นา  ฉันกลัวเลยลืมทุกอย่างไปหมดเลย”

 

 

                “มัวแต่ทำเรื่องไร้สาระอยู่ได้  ฉันรอคำขอโทษตั้งนานแน่ะ”

 

 

                ตอนที่ยูโตะไม่อยู่ ก็หวุดหวิดจะโดนลูกหลงตอนที่ริวทาโรอาละวาดตั้งหลายหน  ยูริกระเง้ากระงอด  แต่คนฟังยิ้มเจ้าเล่ห์นัก 

 

 

“งั้นเดี๋ยวฉันจะชดเชยให้”

 

 

                ระหว่างที่ยูริกำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายจะชดเชยให้ด้วยวิธีไหน  ใบหน้าหล่อๆที่หลับตาพริ้มก็ก้มลงมาหาจนไม่มีระยะห่างเหลือแล้ว

 

 

                และทันใดนั้น...

 

 

                ยูริก็รู้สึกว่าถูกดึงตัวลอยหลุดจากอ้อมแขนของยูโตะ  พร้อมๆกันกับที่อีกฝ่ายหงายหลังด้วยแรงของใครบางคนเช่นกัน

 

 

                “ให้มันน้อยๆหน่อย ลืมไปแล้วรึไงว่าพวกฉันยืนอยู่ตรงนี้!”

 

 

                “ก็ฉันคิดถึงยูรินี่นา~  แค่จูบนิดเดียวเอง” ยูโตะพยายามทำตาใสออดอ้อนพี่ชายทั้งสอง  แต่ไม่มีใครเห็นใจ  ยาบุยังคงกำคอเสื้อของยูโตะไว้แน่น  เช่นเดียวกับไดกิที่ยืนขวางยูริเอาไว้

 

 

                “โห!!! ใจร้ายอ่ะ  ตัวเองทะเลาะกับแฟนก็อย่ามาลงที่ฉันสิ!!”

 

 

                คนถูกแทงใจดำทำหน้าตึง  จับยูริโยนกลับเข้าห้องนอนปิดประตู  เดินหนีไปไม่พูดไม่จา  ส่วนอีกคนก็เกิดอาการของขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ  จับยูโตะโยนกลับเข้าไปในห้อง  สั่งเด็ดขาดว่าให้นอนห้องใครห้องมันเป็นเวลาหนึ่งเดือน   ถ้ารู้ว่ายูโตะแอบไปนอนห้องเดียวกับยูริละก็ จะตัดค่าขนมครึ่งเดือน

 

 

                แล้วก็ไม่ฟังเสียงประท้วงของยูโตะ ยาบุปิดประตูปัง แล้วก็เดินตึงๆกลับเข้าห้องตัวเอง  กว่าจะนึกได้ว่าตัวเองไม่ควรไปโกรธน้อง  เพราะถึงยาบุจะยังไม่เลิกโมโหที่ยูยะมีเรื่องปิดบังเขาก็เถอะ  แต่ก็ไม่ได้เรียกว่าทะเลาะกันหรอกมั้ง  อีกอย่าง  ทาคาคิ ยูยะ ก็ไม่ใช่แฟนของเขาด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

                ที่บอกว่าสักพัก.... สำหรับเคย์โตะมันนานแค่ไหนกันนะ

 

 

                แต่สำหรับไดกิ...แค่หนึ่งวัน  ก็นานเกินพอ

 

 

                หนึ่งวันที่ไม่ได้เห็นหน้า... ไม่ได้ยินเสียง

 

 

                ไม่มีสายตาอบอุ่นคอยมองตาม  ไม่มีคนคอยห่วงใย...

 

 

                เหมือนหวนกลับไปในช่วงเวลาเมื่อครั้งที่เคย์ตัดสินใจออกจากบ้านไป  ความรู้สึกในตอนนั้นมันมากกว่าความเสียใจ   ความผิดหวัง ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง กดทับลงบนร่างกายและจิตใจจนแทบทนรับไม่ไหว  แต่เขาก็กัดฟันกล้ำกลืนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้  เพราะเขารู้ว่าย่บุจะต้องเป็นห่วง  และยังมีน้องอีกสองคนที่ต้องดูแล

 

 

                ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน  ไดกิไม่อาจบรรยายความรู้สึกหลากหลายที่เกิดขึ้นได้  หลังที่เคย์โตะบอกกับเขาว่าอยากอยู่คนเดียวซักพัก  ร่างสูงก็ไม่โผล่มาให้เห็นหน้าอีกเลย   ไม่โทรฯหา   ไม่มีแม้กระทั่งข้อความ   ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจคือความรู้สึกผิด  และหวาดหวั่น

 

 

                เคย์โตะบอกว่าจะรอก็จริง...แต่ถ้าหากว่า  อีกฝ่ายท้อใจและเลิกหวัง

 

 

                ไดกิจะทำอย่างไร....

 

 

                ไดกิไม่ได้คิดเลยสักวินาทีว่าความหวาดหวั่นที่เกิดขึ้น เป็นเพราะยังฝังใจกับเรื่องของเคย์จึงทำให้ตัวเองกลัวที่จะต้องผิดหวังเสียใจอีกเป็นครั้งที่สอง  ยิ่งเคย์โตะหายหน้าไปนานเท่าใด  ไดกิก็ยิ่งรู้สึกว่างเปล่า  ก้อนเนื้อที่อยู่ในอกค่อนไปทางซ้ายเหมือนหยุดทำงานไปซะเฉยๆ  ที่จริง  เหมือนหัวใจของเขาหายไปเลยมากกว่า 

 

 

                ไดกิไม่รู้สึกยินดียินร้ายเมื่อตอนที่เห็นหน้าผู้จัดการแก่ที่ยังหน้าทนเดินไปเดินมาอยู่ในโรงแรม  เสียงซุบซิบของพนักงานคนอื่นเรื่องของเขากับเคย์โตะก็ไม่ทำให้สะทกสะท้าน   เสียงด่าของผู้จัดการแก่ก็กลายเป็นเสียงนกเสียงกาไปเลย 

 

 

                ไดกิไร้ความรู้สึก  แต่ในหัวมีความคิดสับสนมากมาย  หลายครั้งที่เขาไปยืนอยู่หน้าห้องพักของเคย์โตะ  แต่ไม่กล้าเคาะประตู  แล้วสุดท้ายก็เดินจากมาด้วยความวุ่นวายใจ

 

 

                เหมือนอย่างครั้งนี้...

 

 

                ไดกิยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องพักหมายเลข  1412  ชั่วขณะที่กำลังจะเคาะประตู  ในใจก็เกิดคำถาม  อีกฝ่ายจะยอมพบเขาไหม?  ถ้าได้พบแล้วจะพูดอะไร?  เพียงแค่สองคำถามนี้ ก็ทำให้ไดกิต้องหันหลังให้กับประตูบานนั้น

 

 

                แต่ตอนที่กำลังจะเดินออกมา  ไดกิก็มองเห็นใครคนหนึ่ง..

 

 

                คนที่ทำให้เกิดคำถามเดียวกันขึ้นในใจของเขา... ว่าถ้าได้พบกันซึ่งๆหน้า  เขาควรจะทำอย่างไร

 

 

                อีกฝ่ายชะงักไปเสี้ยววินาทีเมื่อมองเห็นเขา แต่แล้วก็ออกเดินต่อ  ทำเหมือนว่ามองไม่เห็น... ทำราวกับว่าไดกิไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้า   ร่างเล็กยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิก   ระยะห่างระหว่างทั้งสองที่กำลังลดลงทีละก้าว...ทีละก้าวนั้น  ทำให้ไดกิรู้สึกอึดอัด  ความรู้สึกหลากหลายที่เกิดขึ้นในใจนั้นรุนแรงเสียจนกลายเป็นความกดดัน

 

 

                ทั้งสมองและหัวใจ...บอกกับไดกิเป็นเสียงเดียวกันว่าถึงเวลาแล้ว

 

 

                ที่จะต้องเลือก....

 

 

                เคย์ยังคงเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  จนกระทั่งไม่มีระยะห่างเหลืออยู่เลย  หนึ่งก้าวที่เคย์เดินผ่านไป ไดกิรู้สึกถึงสายลมที่วูบผ่าน   เยือกเย็นและว่างเปล่า   เหมือนการรอคอยที่ผ่านมา

 

 

                วินาทีนั้นเอง...ที่ไดกิตัดสินใจ

 

 

                ร่างเล็กหันกลับไปกอดเคย์เอาไว้  ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรหรือจะทำอะไร  แต่ก็เหมือนกับกอดก้อนหินเย็นๆเอาไว้  ความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในใจ ไม่อาจส่งไปถึงได้เลย

 

 

                “คุณไม่ควรทำแบบนี้”

 

 

                น้ำเสียงไร้ความรู้สึก เหมือนคมมีดน้ำแข็งกรีดลงกลางใจ  ไดกิสะกดกลั้นความรู้สึก  กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีกนิด  หวังเพียงเวลาสักนาที  เพื่อให้เคย์ฟังความในใจของเขา

 

 

                เป็นครั้งสุดท้าย...

 

 

                “กลับไปอยู่บ้านเราเถอะ”  ไดกิแนบหน้าผากลงกับลาดไหล่ที่คุ้นเคย “กลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม”

 

 

                เคย์ยืนนิ่ง  แต่ไดกิรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายหวั่นไหว...  และความรู้สึกทั้งหมดที่พยายามจะเก็บซ่อนไว้กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า  เมื่อเคย์ปลดมือเขาออกและหันกลับมาหา  กุมมือของไดกิเอาไว้

 

 

                ต่างฝ่ายต่างสบตากัน  ดวงตาทั้งสองคู่ต่างสะท้อนความรู้สึกหลากหลาย  ที่ล้วนเป็นความรู้สึกเดียวกัน   เคย์เม้มริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ยบางคำ  และไดกิก็รอคอย..

 

 

                “ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะ  แต่พวกนายกำลังยืนขวางประตูอยู่แน่ะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

                “ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะ  แต่พวกนายกำลังยืนขวางประตูอยู่แน่ะ” 

 

 

                เคย์โตะยืนกอดอก  พิงกรอบประตูด้วยท่าทีสบายๆ  ใบหน้าระบายยิ้ม

 

 

                แต่นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้ยิ้มด้วยเลย..

 

 

                “ฉันคงไม่ต้องรออีกแล้วสินะ”

 

 

                หัวใจดวงน้อยของไดกิเหมือนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ  เมื่อเห็นเคย์โตะยืนอยู่ตรงนั้น  ร่างสูงอยู่ในชุดเดินทางเต็มยศ  สะพายกระเป๋าเสื้อผ้าและกีตาร์ตัวโปรดไว้ที่ไหล่ทั้งสองข้าง

 

               

                “..นายจะไปไหน?”

 

 

                ไดกิไม่รู้ตัวหรอกว่ามือข้างหนึ่งดึงแขนแจ็คเก็ตของเคย์โตะเอาไว้  ยึดเอาไว้แน่น ทั้งๆที่มืออีกข้างหนึ่งยังจับมือของเคย์อยู่เช่นกัน 

 

 

                “ทำแบบนี้ไม่ดีหรอกนะ....ไดจัง..”  ร่างสูงเบือนหน้าหนีภาพบาดใจ  ค่อยๆปลดมือเล็กออกจากแขนเสื้ออย่างนุ่มนวล “ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็อย่าลังเลอีกเลย”

 

 

                ไดกิได้แต่ยืนนิ่ง ...  ตามเหตุการณ์ไม่ทัน  ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเคย์โตะพูดถึงอะไร  สิ่งที่รับรู้มีเพียงสิ่งเดียว  คือแผ่นหลังกว้างที่กำลังห่างออกไปเรื่อยๆ

 

 

                ไม่ต้องรอให้สมองหรือหัวใจสั่ง...ไดกิก็รู้ว่าเขาจะยอมให้อีกฝ่ายจากไปไม่ได้

 

 

                แต่ก็ยังช้าเกินไป... กว่าไดกิจะวิ่งมาถึงตรงที่ร่างสูงเคยยืนอยู่  ประตูลิฟท์ก็ปิดลงเสียแล้ว ร่างเล็กรัวนิ้วกดปุ่มเปิดประตูลิฟท์อย่างร้อนใจ  แต่นอกจากมันจะนิ่งสนิทแล้ว ปุ่มแสดงชั้นยังบอกให้รู้อีกว่าลิฟท์เลื่อนไปอีกชั้นหนึ่งแล้ว  ลิฟท์อีกตัวก็อยู่ที่ชั้นหนึ่ง  จะวิ่งไปใช้ลิฟท์ของพนักงานก็อาจจะไม่ทันการ 

 

 

                บันไดที่อยู่ตรงข้ามลิฟท์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด...

 

 

                ขั้นบันไดแต่ละขั้นช่างเป็นอุปสรรค  แม้ว่าไดกิจะวิ่งราวกับเป็นพายุ  แต่ก็ยังไม่ทันใจอยู่ดี  เมื่อวิ่งผ่านไปแต่ละชั้น ไดกิจะคอยมองลิฟท์เพื่อรับรู้ว่าเขาช้าไปเพียงเสี้ยววินาที  เห็นแบบนั้นแล้วใจก็เริ่มท้อ ขาก็เริ่มล้าขึ้นมาซะเฉยๆ

 

 

                ที่ชั้นไหนสักชั้น  กว่าไดกิจะสังเกตเห็นว่าประตูลิฟท์เปิด  เขาก็ตะกายบันไดไปเกือบครึ่งทางแล้ว  ร่างเล็กเบรคแทบหัวทิ่ม วิ่งกลับลงไป แทรกตัวเข้าไปในลิฟท์ สวนทางกับกับใครสักคนที่เพิ่งออกจากลิฟท์มาแบบฉิวเฉียด

 

 

                ในลิฟท์เหลือกันอยู่แค่สองคน   ไดกิไม่ได้มองว่าเคย์โตะมีสีหน้ายังไงตอนที่เห็นเขาวิ่งเข้ามาในลิฟท์  เขาวิ่งขึ้นบันไดมาไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น  เหนื่อยแทบขาดใจ  จะพูดอะไรก็พูดไม่ออก  ได้แต่ยืนตัวงอเอาหลังพิงประตูลิฟท์ไว้

 

 

                “เรา- ต้อง- คุย- กัน”

 

 

                กว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำ ไดกิแทบสำลักลมหายใจของตัวเอง   พอพูดจบ  เสียงสัญญาณลิฟท์ก็ดัง  ประตูลิฟท์เปิดช้าๆ ทั้งๆที่ไดกิยังยืนพิงอยู่...

 

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

                ร่างเล็กหงายหลังล้มลงบนผืนพรมนุ่มๆ  ราคาแพงที่ปูเอาไว้ทั้งชั้น  เฉพาะชั้นนี้ชั้นเดียว..

 

 

                ไดกิจำได้...แม้ว่าจะได้มาที่ชั้นนี้ไม่บ่อยนัก  แต่ทุกครั้งที่ได้มา  ไดกิชอบที่จะนอนเกลือกกลิ้งบนพรมอยู่เป็นนานก่อนที่จะลงมือทำความสะอาด  เวลานอนหงายอยู่อย่างนี้  เขาจะมองเห็นโคมไฟคริสตัลที่แขวนไว้ในห้องนั่งเล่นที่อยู่ตรงกลางชั้น  หรือแม้กระทั่งลวดลายของวอลเปเปอร์บนเพดาน

 

 

                “เป็นอะไรรึเปล่า?”

 

 

                แล้วใบหน้าของอีกคนก็โผล่มา  สายตาห่วงใยที่มีให้กลับทำให้ร่างเล็กโกรธสุดขีด

 

 

                “นายหลอกฉัน!!!!!!”

 

 

                ไดกิลุกขึ้นยืนต่อหน้าร่างสูงด้วยสีหน้าโกรธจัด  อยู่ดีๆก็เหมือนจะเข้าใจอะไรๆขึ้นมาชัดเจนซะอย่างนั้น   ความจริงก็คือเคย์โตะไม่ได้จะหนีเขาไปไหน  แค่จะย้ายขึ้นมาอยู่บนห้องพักสุดหรู  ชั้นบนสุดของโรงแรม  ที่พักสำหรับผู้บริหารโรงแรมเท่านั้น

 

                แต่ร่างสูงไม่พูดอะไรเลยสักคำ  ปล่อยให้เขาคิดไปเองต่างๆนานา   วิ่งตามเหมือนคนบ้าจนมาถึงที่นี่

 

 

                “ทำแบบนั้นแล้วฉันจะได้อะไร?”

 

 

                เคย์โตะพยายามกดน้ำเสียงให้นิ่ง  ทั้งๆที่ในใจกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ   เขาจะทำอย่างที่อีกฝ่ายกล่าวหาไปเพื่ออะไรกันล่ะ ในเมื่อสิ่งที่ได้เห็น มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว

 

 

                “นายต่างหากที่หลอกฉัน”

 

 

                หลอกให้รัก..ให้รอมาตลอด

 

 

                ไดกิฟังอีกฝ่ายตัดพ้อแล้วสับสนเป็นที่สุด  อารมณ์ของเขาเหมือนพายุที่พัดไปมาอย่างไม่รู้ทิศ  ใจหนึ่งก็โกรธที่อีกฝ่ายเอาแต่คิดไปเองแล้วก็เดินหนีมา โดยที่ไม่ถามความจริงจากเขาสักคำ  อีกใจหนึ่ง  ...ก็น้อยใจ ...  ที่เคย์โตะไม่ได้เชื่อใจเขาเลยแม้แต่นิดเดียว  

 

 

                “แฟนเรากอดอยู่กับคนรักเก่า  ถ้านายเป็นฉัน  ยังจะเหลือความเชื่อใจไว้ได้อีกเหรอ?”

 

 

                คนถูกถามเจ็บจี๊ด  แต่ก็ยังเจ็บน้อยกว่าคนถาม  สายตาที่มองมาบอกอย่างนั้น  และเมื่อไดกิย้อนถามตัวเองว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ทำให้อีกฝ่ายเชื่อมั่นในความรู้สึกที่เขามีบ้างหรือเปล่า  คำตอบคือไม่..

 

 

                ไม่ว่าจะด้วยคำพูด ...  การกระทำ  

 

 

                ... ไม่เคยเลย ...

 

 

                ความนิ่งเงียบของไดกิยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของคนรอให้เจ็บซ้ำ ....  แค่มองเห็นแววตาสับสนของไดกิ  ก็เจ็บเสียจนอยากจะเดินหนีไปให้พ้นๆ

 

 

                แต่ไดกิไม่ยอมให้เขาไป... เพราะแค่หันหลังให้  ร่างเล็กก็โผเข้ากอดเอาไว้  สองแขนเรียวโอบรัดร่างหนาเอาไว้แน่น   เคย์โตะรู้ว่าเรี่ยวแรงแค่นี้ไม่มีทางที่จะรั้งเขาเอาไว้ได้  แต่เขาก็ก้าวไม่ออก

 

 

                เคย์โตะไม่ได้อยากให้ทุกอย่างระหว่างเขากับไดกิจบลงแบบนี้  แต่ก็ไม่อยากทนเจ็บกับคำว่ารออีกต่อไป..

 

 

                ที่ไดกิรั้งเขาเอาไว้  มันแปลว่าเขายังพอจะมีความหวังอยู่ใช่ไหม?

 

 

                “นายกอดฉัน  เหมือนกับที่กอดเขาเมื่อกี๊เลยนะ”

 

 

                “ไม่!  มันไม่เหมือนกัน!!”

 

 

                ไดกิบอกได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องคิด   แม้จะไม่รู้เหตุผลว่าทำไม  แต่ความรู้สึกในใจมันก็ต่างกันลิบลับ

 

 

                กับเคย์ ... ไดกิ ไม่คิดและไม่ได้คาดหวังที่จะให้อีกฝ่ายกลับมาเป็นคนรักกันอีกแล้ว  เขารู้ใจตัวเองมาสักพักหนึ่งแล้วด้วยซ้ำ  ว่าเหตุผลที่เดียวที่ยังหวัง ... ยังรอ 

 

 

                คืออยากให้กลับมาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน เหมือนเดิม

 

 

                แต่กับเคย์โตะ  ไดกิมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะอธิบายให้เข้าใจ  เพียงแต่ตอนนี้เขาสับสนเกินจะเรียบเรียงความรู้สึกหลากหลายออกมาเป็นคำพูดได้  สิ่งที่ไดกิอยากจะขอตอนนี้  คือเวลา  ให้เขาได้มั่นใจกับความรู้สึกของตัวเองอีกสักนิด

 

 

                “หมายความว่า ต่อให้สุดท้ายต้องผิดหวัง ฉันก็ยังต้องรอใช่ไหม?”

 

 

                จบคำถาม  ความเงียบก็แผ่ลงมาจนน่าอึดอัด   ไดกิไม่รู้จะตอบคำถามนี้ยังไง   เขาไม่ได้อยากเห็นแก่ตัวอย่างนี้  แต่มันคงจะดีกว่า  หากว่าคำพูดของเขาจะออกมาจากใจที่มั่นคงและจริงแท้  ไม่ใช่หัวใจที่เต็มไปด้วยความอ่อนแอและสับสนเหมือนอย่างตอนนี้

 

 

                หรือบางที...ไดกิควรจะเห็นแก่ตัวมากกว่านี้กันนะ..?

 

 

                ชั่ววินาทีที่เคย์โตะขืนตัวออกห่าง  ... อะไรบางอย่างในหัวใจเริ่มสลายลงไปช้าๆ...

 

 

                ถ้าหากว่า .... ไม่มีอ้อมแขนแข็งแรงนี้ประคองไว้ ... ไม่มีอกอุ่นที่ยอมหันกลับมาหา   ทั้งหมดของไดกิอาจจะต้องพังทลายลงตรงนี้ ..ตอนนี้

 

 

                น้ำตาค่อยๆไหล    ในหัวใจเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกดีใจ   และกอดกลับด้วยความขอบคุณซาบซึ้งยิ่งกว่าครั้งใด

 

 

                “ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะไดจัง”

 

 

                ไดกิยังรู้สึกผิดเลยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนพูด   น้ำตายังไม่หยุดไหลด้วยซ้ำ แต่ก็อดทำตาเขียวใส่ไม่ได้  

 

 

                “ไม่พูดอะไร ก็ถือว่านายตกลงก็แล้วกัน”

 

 

                “กลายเป็นคนพูดเองเออเองแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

 

                “ติดนิสัยเสียจากคนแถวนี้มาละมั้ง”

 

 

                เคย์โตะหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความสบายใจ    ในที่สุดเขาก็ได้ไดกิคนเดิมกลับคืนมา  ตลอดเวลาที่ไม่เจอกันนั้น  เขาเฝ้ารอว่า  จะมีสักวันไหมที่ไดกิจะเดินมาเคาะประตูห้องแล้ว  ตอบคำถามที่เขาอยากรู้มากที่สุด

 

 

                ว่าเขามีความหมายแค่ไหน.....

 

 

                วันนี้เขาได้รู้แล้ว....

 

 

                ถึงจะไม่ใช่อย่างที่หวัง  แต่อย่างน้อยไดกิก็แคร์เขามากกว่าที่คิด

 

 

                สำหรับตอนนี้ .... เท่านี้ก็เกินพอแล้ว ...

 

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

                กลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม    

 

 

            เขาน่าจะเข้าใจมันตั้งแต่แรก ....

 

 

                เสี้ยววินาทีหนึ่งที่หัวใจเขาท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกดีๆมากมาย   แต่มันก็พังทลายไปด้วยความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า  เมื่อไดกิเลือกที่จะปล่อยมือเขา  แล้วตามเคย์โตะไป

 

 

                สิ่งที่เห็นนั้นทำให้สิ่งเล็กๆจากส่วนลึกในใจที่เพิ่งจะมีความหวังจากคำพูดก่อนหน้านั้นของไดกิ  ถูกกลบฝังไปอย่างที่ไม่มีวันจะมีหวังได้อีก

 

 

                เคย์พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงในความมืด  ปล่อยความคิดให้เลื่อนไหลไปช้าๆ  มีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่ชีวิตเขา เป็นของเขาจริงๆ  ไม่ต้องคอยปิดปากเงียบทำตามคำสั่งของใครต่อใคร...

 

 

                มีอิสระที่จะร้องไห้...

 

 

                แต่ถึงอย่างนั้นเคย์ก็ยังพลิกตัวนอนคว่ำ  ปล่อยให้น้ำตาไหลลงเปียกหมอน  หัวเราะออกมาอย่างขมขื่นเมื่อนึกว่าใครบางคนจะพูดว่าอย่างไร  ถ้าได้มาเห็นสภาพของเขาในตอนนี้

 

 

                “สมน้ำหน้า!!!!!!

 

 

                แค่เสียงจากความทรงจำของตัวเอง  ยังทำให้เจ็บถึงขนาดนี้   ถ้าฮิคารุมายืนด่าเขาอยู่ตรงนี้จริงๆ  เขาอาจจะเจ็บปวดจนหมดลมหายใจไปเลยก็เป็นได้

 

 

                “งี่เง่า!!! ทำตัวเองแท้ๆ”

 

 

                เปลือกตาหนักอึ้งที่กำลังจะปิดลงเพราะความเหนื่อยล้า กลับกระพริบถี่ๆ  พลิกตัวหันกลับไปมองร่างเงาดำๆที่ยืนค้ำอยู่ข้างเตียง  ก่อนจะดีดตัวผึงลุกขึ้นนั่ง  แต่ยังช้ากว่าเงานั้นที่ล้มลงมาทับเขาทั้งตัวอย่างไม่ปราณี

 

 

                “บอกแล้วใช่ไหม? ถ้านายหนีกลับมานี่  ฉันจะตาม” ฮิคารุตัวจริงเสียงจริงกระซิบขู่อยู่ข้างหู  “แต่ฉันยังไม่ได้บอกสินะ ว่าฉันจะทำอะไรนายได้บ้าง”

 

 

เคย์ดิ้นรนอึดอัด  ทั้งตกใจทั้งโมโห  ทั้งคู่ก็ตัวเท่ากันแท้ๆ แต่ทำไมเขาถึงได้มีแรงน้อยกว่าฮิคารุนัก  ดิ้นเท่าไรก็ไม่หลุดเสียที

 

 

                “จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันเข้ามาอยู่ในห้องนายได้ยังไง?”

 

 

                เคย์แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด  บ้านของนายฮอนดะกว้างขวางใหญ่โตก็จริง  แต่เจ้าของบ้านก็ขี้เหนียวเกินกว่าจะจ้างคนไว้มากมาย  ยามรักษาความปลอดภัยที่มีแค่สองคนก็เอาแต่เฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่ด้านหน้า   ส่วนคนรับใช้สองสามคนรวมทั้งคนขับรถก็พากันไปรับใช้เอาใจเจ้านายกันหมด  ฮิคารุจะเข้ามาทางไหนก็ได้ทั้งนั้น   หรือง่ายที่สุดคือจ่ายเงินให้ยามข้างหน้าเปิดประตูให้เข้ามาสบายๆ  ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

 

 

                “ฉลาดดีนี่  ท่าทางพ่อเลี้ยงของนายคงจะปลื้มในความฉลาดของนายมาก  ถึงได้ยกบ้านให้ทั้งหลัง”

 

 

                บ้านหลังเล็ก ติดกับรั้วกำแพงหลังบ้าน  ที่นี่เคยเป็นบ้านพักคนใช้  แต่ตอนนี้ทุกคนย้ายขึ้นไปอยู่ที่บ้านใหญ่เพื่อที่จะได้ประจบประแจงเจ้านายได้เต็มที่   และการที่ได้เข้ามาอยู่บ้านหลังเล็กนี่คนเดียว ก็เป็นความต้องการของเขา

 

 

                เพียงแต่... คำพูดและน้ำเสียงประชดประชันของฮิคารุ   หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์วันนี้  ทำให้ความรู้สึกทั้งหมดที่พยายามจะเก็บเอาไว้มานานแสนนานกำลังจะล้นทะลักเหมือนน้ำที่กำลังล้นเขื่อน

 

 

                “คุณมาที่นี่ทำไม?”

 

 

                “มาตามนายกลับสิ!! ถามได้”

 

 

                “ไม่!!!!!!!”

 

 

                เคย์ดิ้นรนสุดกำลัง  ในความมืดนั้นมีแสงสลัวมากพอที่จะเห็นว่า ฮิคารุกำลังทำตาปริบๆมองเขาเหมือนตัวประหลาด  นั่นทำให้เคย์มีแต่จะโกรธมากขึ้น   ออกแรงดิ้นมากขึ้น  ทุบตีอีกฝ่าย ทั้งๆที่รู้ว่ายังไงก็แพ้  แต่อย่างน้อย...ก็ขอให้ได้ระบาย 

 

 

                ฮิคารุก็ไม่ได้ว่าอะไร  อยู่นิ่งๆยอมให้ตัวเองโดนทุบจนกระทั่งเคย์หมดแรงไปเอง  

 

 

                “หยุดแล้วเหรอ?  คนบ้านนี้คงเลี้ยงดีสินะถึงได้มีเรี่ยวแรงอยู่แค่นี้”

 

 

                “ออกไปให้พ้น!!!!!!”

 

 

                เคย์ตวาดสุดเสียง  นี่ไม่ใช่นิสัยของเขาเลย   แต่เวลานี้เคย์โกรธ... เกลียดทุกอย่างที่เป็นตัวตนของฮิคารุ   เกลียดเสียจนไม่อาจทนเห็นหน้ากันได้อีกแม้เสี้ยววินาที

 

 

                “นายทุบฉันซะจนตัวน่วม  แล้วคิดว่าแค่ออกปากไล่แล้วฉันก็ต้องไปงั้นเหรอ?”  แม้อยู่ในความมืดแต่น้ำเสียงเยือกเย็นก็ทำให้เคย์นึกถึงรอยยิ้มร้ายกาจของฮิคารุยามที่เกลียดชังใครสักคน  และนั่นทำให้ความเดือดดาลในใจก่อนหน้าหายวับไป

 

 

                ฮิคารุกระซิบพูดเบาๆด้วยคำพูดที่จะทำให้คนในอ้อมแขนต้องหวาดกลัวจนตัวสั่น

 

 

                “นายต้องชดใช้!!!!!”

               

 

 

 

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++